วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศ

วิธีขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และบรรดากลิ่นเหม็นอับ ที่ง่ายและสะดวกรวดเร็วที่สุดคือ ซื้อสเปรย์ปรับอากาศที่วางขายตามท้องตลาดมาฉีด เพราะนอกจากช่วยปรับอากาศให้บริสุทธิ์ สดชื่น บางสูตร มีน้ำมันยูคาลิปตัส ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดเป็นก๊าซโอโซน ส่งผลให้ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อีกทั้งการสูดดมกลิ่นของยูคาลิปตัส จะช่วยบรรเทาอาการหวัด ฉะนั้น ทั้งชายและหญิง ต่างยินดียอมจ่ายเงินซื้อ

คอลัมน์ ก้าวแรกเศรษฐี ฉบับนี้มีข้อมูล ขั้นตอนลงมือทำ และแนะนำแหล่งจำหน่ายวัสดุ-อุปกรณ์ ของ "ผลิตภัณฑ์สเปรย์หอมปรับอากาศ ยูคาลิปตัสเอสเซนเชียล" มาฝาก โดยผู้ที่มาให้รายละเอียดคือ อาจารย์ลดารัตน์ พงศ์พินิจกุล หรือ อาจารย์น้อย ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาชีพ ภายใต้กลุ่มงานส่งเสริมอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ กองส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร หากใครสนใจลองทำไว้ใช้เอง หรือทำขายก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยสร้างรายได้

โอกาสขายมีมาก

แจงต้นทุนละเอียด

ก่อนอื่นต้องบอกว่าสูตร "สเปรย์หอมปรับอากาศ ยูคาลิปตัสเอสเซนเชียล" ที่นำมาเผยแพร่ มั่นใจได้ว่าไม่เป็นอันตราย เพราะส่วนผสมทุกอย่างมีคุณภาพ ซ้ำผ่านการสอนลูกศิษย์มาแล้วหลายรุ่น

เริ่มต้น อาจารย์น้อย บอกส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่า ประกอบไปด้วย "เมนทอล" หรือเกล็ดสะระแหน่ ลักษณะเป็นผลึก หรือเกล็ดสีขาว "การบูร" เป็นผงสีขาวใส เงาๆ "พิมเสน" ลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ สีขาวขุ่น "เอทิลแอลกอฮอล์" เป็นน้ำใส มีกลิ่นฉุน และ "ยูคาลิปตัสเอสเซนเชียล" หรือน้ำมันหอมระเหย โดยทั่วไปตามท้องตลาด จะมีจำหน่าย 2 รูปแบบ คือ แบบสังเคราะห์ และแบบธรรมชาติ ให้เลือกซื้อที่ทำจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย

สำหรับปริมาณส่วนผสมที่ใช้ในสูตร อาจารย์น้อย ระบุว่า เมนทอลจะใส่ 100 กรัม การบูรใส่ 60 กรัม พิมเสน 40 กรัม เอทิลแอลกอฮอล์ 600 กรัม ยูคาลิปตัสเอสเซนเชียล 4 ออนซ์ ส่วนผสมทั้งหมดหาซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ อายุการใช้งานของแต่ละส่วนผสมนาน 3 ปี แต่หากผลิตเป็นสเปรย์หอมปรับอากาศ จะเก็บใช้งานได้เพียง 1 ปี

อัตราส่วนผสมที่ระบุไป เมื่อผ่านกรรมวิธีการทำแล้ว จะได้สเปรย์หอมปรับอากาศ ประมาณ 900 กรัม แบ่งบรรจุขวดแก้ว ขนาด 85 กรัม ได้ 11 ขวด ส่วนราคาขึ้นอยู่กับปริมาณที่ซื้อแต่ละครั้ง เช่น เมนทอล ราคากิโลกรัมละ 700 บาท การบูร เฉลี่ยกิโลกรัมละ 200 บาท พิมเสน กิโลกรัมละ 500 บาท เอทิลแอลกอฮอล์ กิโลกรัมละ 100 บาท และยูคาลิปตัสเอสเซนเชียล ออนซ์ละ 37 บาท ซึ่งคำนวณคร่าวๆ เฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ ไม่รวมค่าการตลาด เช่น ฉลากยี่ห้อ งบโฆษณา สถานที่วางขาย 1 ขวด ขนาด 85 กรัม จะประมาณ 75 บาท

มีสูตรมาให้ลองทำ

คนไทยใช้แล้ว ชอบบอกต่อ

สำหรับภาชนะบรรจุ แนะนำเป็นขวดแก้ว เพราะนอกจากจะช่วยเก็บรักษาประสิทธิภาพทางยา เช่น กลิ่น สี สรรพคุณ ได้อย่างครบถ้วน ยังเป็นการเพิ่มมูลค่า แต่ข้อเสียคือ น้ำหนักมากพกพาไม่สะดวก แต่กรณีคิดจะทำขาย เท่าที่เคยแนะนำลูกศิษย์ มี 2 รูปแบบ คือ ขายปลีก และขายส่ง หากเป็นขายปลีก ควรจะพิถีพิถันเรื่องบรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการทำฉลากบอก วันเดือนปีที่ผลิต สถานที่ติดต่อและเบอร์โทรศัพท์ให้ชัดเจน ส่วนราคาขายกำหนดให้สอดคล้องกับค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าสถานที่จำหน่าย โดยทั่วไปตามท้องตลาด มักบวกกำไรเพิ่มอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์

ถามถึงข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่ามีสิ่งใดบ้าง ได้ความว่า ส่วนผสม "เอทิลแอลกอฮอล์" ก่อนใช้ควรเขย่าขวด และเปิดฝา ทิ้งไว้นาน 2-3 ชั่วโมง ทั้งนี้ เพื่อให้สเปรย์ปรับอากาศไม่มีกลิ่นฉุน

ทว่าเนื่องจากตามท้องตลาด มีผลิตภัณฑ์สเปรย์หอมปรับอากาศ วางจำหน่ายกันมาก เท่ากับว่าการแข่งขันสูง ฐานะผู้ขายหน้าใหม่ จะใช้กลยุทธ์ใดเรียกลูกค้า อาจารย์น้อย แสดงความคิดเห็นว่า ปัจจุบันรูปแบบการขายมีมากมาย ทั้งขายส่ง ขายปลีก ขายตรง ฝากขาย ซึ่งมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป อยากให้ผู้ประกอบการเลือกใช้วิธีที่ถนัด ทว่าเบื้องต้นไม่แนะนำให้ขายราคาถูกมาก หรือสูงมากเกินไป เพราะจะดูไม่น่าเชื่อถือ ซ้ำบางคนมีค่านิยมซื้อสินค้ามียี่ห้อ ฉะนั้น ถ้าอยากได้ลูกค้า ให้พิถีพิถัน เลือกบรรจุภัณฑ์สวยงาม ราคาที่สมเหตุสมผล และคุณภาพดี เชื่อว่าลักษณะนิสัยของคนไทยมักจะบอกต่อๆ กันเอง
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น